เทคนิคทำข้อสอบ TOEICแนวข้อสอบ TOEIC

สอบ TOEIC ต้องรู้ตัวอย่างข้อสอบ และเทคนิคทำโจทย์ 900+

ก่อนไป สอบ TOEIC อยากให้ทำความรู้จักกับหน้าตา ข้อสอบ TOEIC และเทคนิคการทำโจทย์แต่ละพาร์ทก่อน!

 

บนเส้นทางการ สอบ TOEIC อันดับแรกเราต้องรู้จักกับหน้าตา “ข้อสอบ TOEIC” กันก่อน มีกี่ข้อ แบ่งกี่พาร์ท แต่ละพาร์ทต่างกันยังไง? วันนี้จะพาไปรู้จักอย่างละเอียด พร้อมแชร์เทคนิคทำโจทย์แต่ละพาร์ท รวมถึงการ “สมัครสอบ TOEIC” และ วิธีการเดินทางไป “ศูนยสอบ TOEIC” ด้วย  (ช่วงท้ายมีรวบรวม “แนวข้อสอบ TOEIC” และเทคนิคที่ควรรู้ไว้ให้แล้วเช่นกัน ครบมากกกกก บอกเลย)

ใครที่ยังไม่เคยรู้จัก TOEIC ลองไปอ่านบทความนี้ก่อนนะคะ >> ทำความรู้จักการสอบ TOEIC

 

ข้อสอบ TOEIC จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ Listening Comprehension และ Reading Comprehension โดยแต่ละพาร์ทมีจำนวนข้อสอบ 100 ข้อ รวมเป็นทั้งหมด 200 ข้อ มีเวลาในการสอบ 2 ชั่วโมงค่ะ ทีนี้เราไปดูกันเลยดีกว่า ว่าแต่ละพาร์ทนั้นหน้าตาข้อสอบเป็นยังไงบ้าง แล้วถ้าจะทำให้ทัน ทำให้ได้คะแนนเยอะๆ จะต้องใช้เทคนิคอะไร?

 

Listening Comprehension

Part 1. Photographs (10 items)

พาร์ทนี้จะมีภาพมาให้ 10 ภาพ แต่ละข้อจะมีเสียงอ่านตัวเลือก 4 ข้อ ให้เราเลือกข้อที่บรรยายได้ตรงกับภาพมากที่สุด (ตัวเลือกไม่มีเขียนมาให้นะคะ)

ตัวอย่าง

เทปจะพูดว่า (มีแต่เสียง ไม่มี script ให้อ่านนะคะ)

A. The women are talking.

B. The lamps are turned on.

C. The women are reading.

D. The guy is talking on the phone.

 

เทคนิคการทำโจทย์ Photograph

1. ดูภาพคร่าวๆ ในแต่ละข้อ ไม่ต้องเพ่งดูแบบละเอียดนะคะ (อย่างมีหนังสือกี่เล่มอยู่ในตู้ ต้นไม้กี่ต้น อันนี้ละเอียดเกิน เขาไม่เอามาถามแน่ๆ ค่ะ) เช่นภาพด้านบน เราดูคร่าวๆ ก็บอกได้ว่า “ผู้หญิง คนกำลังอ่านหนังสือ” เพราะฉะนั้นตอบข้อ C. ค่ะ ข้ออื่นๆ เป็นอะไรที่เราไม่รู้ (ก็ดูจากภาพมันบอกไม่ได้หรอก โคมไฟเปิดอยู่มั้ย ผู้ชายกำลังคุยโทรศัพท์รึเปล่า) ส่วนใครที่ลังเลว่าอาจจะเป็นข้อ A. ขอเตือนว่า เราห้ามคิดไปเองเด็ดขาด! ภาพให้มาเท่าไหน ดูตามความเป็นจริงเท่านั้นค่ะ อย่าคิดไปไกล

2. ระหว่างฟัง ดินสอจ่อไว้ที่ตัวเลือกแต่ละข้อเลยค่ะ ฟังข้อนึงจบปั๊ป ถ้าไม่ใช่ เลื่อนไปข้อต่อไปเลย เจอข้อไหนที่ใช่คำตอบ ฝนเลยค่ะ เสร็จแล้วไปดูภาพต่อไปรอไว้เลย

3. ถ้าข้อไหนฟังพลาดแล้ว หรือฟังครบ 4 ข้อแล้วยังไม่รู้คำตอบ ให้ข้ามไปเตรียมตัวข้อถัดไปเลย อย่ามัวแต่คิดข้อเดิม ไม่งั้นจะพลาดข้อต่อไปด้วย (อันนี้สำคัญมาก เพราะถ้าพลาดไปข้อนึงแล้ว เราจะลนมากๆ ทำให้ไปกระทบข้ออื่นด้วย)

** เวลาฟังเสียงแต่ละตัวเลือก ถ้าไม่ใช่คำตอบแน่ๆ ให้ผ่านเลย แต่ถ้ายังลังเล ให้จุดเล็กๆ ไว้เหนือช่องคำตอบก่อน อย่างน้อยๆ ถ้าฟังครบ 4 แล้วยังไม่เจอคำตอบที่คิดว่ามั่นใจ ก็ยังมีข้อที่จุดไว้ให้พอเสี่ยงดวงได้ (ดีกว่าฟังแล้วลืมหมดเลย 4 ข้อ ทีนี้โอกาสเดาถูกยิ่งน้อยลง)

 

Part 2. Question-Response (30 items)

ส่วนนี้จะไม่ต้องใช้ตัวข้อสอบเลยค่ะ เพราะทั้งคำถาม และตัวเลือกจะมาเป็น เสียง ทั้งหมด โดยจะมีเสียงอ่านคำถามสั้นๆ พร้อมกับเสียงอ่านตัวเลือกอีก 3 ข้อ ให้เราเลือกคำตอบที่เหมาะกับคำถามมากที่สุด

ตัวอย่าง

เสียงคำถาม: “When did he arrive yesterday?”

เสียงตัวเลือก:      A. He left at six.

                       B. Around midnight.

                       C. Yes, he’s still alive.

 

เทคนิคการทำ Question-Response

1. part นี้เตรียมอ่านโจทย์ก่อนไม่ได้ เพราะฉะนั้นตั้งใจฟัง เงี่ยหูฟังให้ดี เวลาเสียงคำถามมา ให้คิดในใจเลยว่าเค้าถามอะไร คำตอบที่ได้ควรเป็นอะไร เช่นในตัวอย่าง ได้ยินว่า “When” แสดงว่าถามเกี่ยวกับเวลา ส่วนที่ตามมาเป็นรายละเอียดว่า เมื่อวานเขามาถึงตอนไหน พอเสียงตัวเลือกมา ให้ตั้งใจฟังข้อที่มีเวลาดีๆ (ข้อนี้ใครพลาดอาจโดนหลอกไปตอบข้อ A. ได้เพราะได้ยิน six แต่จริงๆ ต้องตอบ B. นะคะ)

  • ถาม “When” คำตอบต้องเป็นเลขเวลา วัน หรือช่วงเวลาเช่น afternoon, tomorrow night, 4.30 เป็นต้น
  • ถาม “What” ฟังโจทย์ให้ดีว่าถามถึงอะไร เลือกคำตอบที่สัมพันธ์กันมากที่สุด
  • ถาม Do/Does/Did คำตอบไม่จำเป็นต้องขึ้นด้วย Yes, No เท่านั้น อาจจะตอบเป็นอย่างอื่นได้ เช่น
    Do you like your job? คำตอบอาจจะเป็น: It is interesting. ก็ได้
  • เสียงอ่านบางคำ เราอาจจะฟังไม่ออก ต้องฝึก และทวนบทเรียนไปดีๆ นะคะ เช่น “Was he” แต่เวลาเราได้ยินจะเป็น “Wuzzy” ซึ่งต้องอาศัยฝึกฟังเยอะๆ จะทำให้เดาออกง่ายขึ้นว่าที่เขาพูดคือคำว่าอะไร

2. เทคนิคเดิม ดินสอจ่อไว้ที่ตัวเลือกเลยค่ะ ข้อไหนไม่ใช่ข้าม เลื่อนไปรอตัวเลือกถัดไปเลย

ระวัง: หลายคำถามจะไม่ได้มีคำตอบตรงๆ แต่เป็นการตอบคำถามในแบบอื่นแทน เช่นสมมติถามว่า “Will you stay after the show to meet the musicians?” คำตอบที่เราคาดหวังอาจจะเป็นการตอบ yes, no แต่สิ่งที่เราได้ยินอาจจะเป็น

(A) Almost as long as the previous show.

(B) I think so too.

(C) Don’t they leave as soon as it’s over?

เจอแบบนี้ทำไงล่ะ ไม่มี yes, ไม่มี no. แต่จริงๆ คำตอบคือ (C) เพราะเข้ากับคำถามากที่สุด คือคำถามบอกว่า คุณจะอยู่หลังงานแสดงเพื่อพบกับนักดนตรีไหม? ส่วนคำตอบเหมือนเป็นการถามกลับว่า พวกเขาไม่ได้กลับทันทีหลังโชว์จบเหรอ (เจอแบบนี้ใครฟังพลาด อาจมีตอบผิดได้)

3. **ข้อนี้สำหรับคนที่สามารถสลับสมองได้ไวๆ จะมีประโยชน์มาก** สมมติว่าข้อไหนมั่นใจว่าคำตอบเป็นข้อ A. พอเรากาแล้ว จะยังมีเวลานิดหน่อยระหว่างที่เทปอ่านอีก 2 ตัวเลือก เราสามารถเหลือบตาไปมองข้อสอบพาร์ทถัดไป ที่เป็น Conversation ได้เลยนะ แล้ววง keyword ไว้ก่อนได้เลย (เพราะ part ถัดไปเวลาในการอ่านโจทย์ก่อนจะน้อยมาก) แต่ระวัง! อย่าเพลินจนกลับมาทำต่อไม่ทัน ถ้าใครรู้สึกว่าแยกสมองไม่ค่อยทัน ก็ไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้เท่าไร เพราะเดี๋ยวจะไปมัวอ่านพาร์ทถัดไป จนฟังคำถามพาร์ทปัจจุบันไม่ทัน

 

Part 3. Short Conversations (30 items)

บทสนทนาสั้นๆ ระหว่างคน 2 คน (มักจะเป็นหญิง-ชายคุยกัน) แต่ละบทสนทนาจะมีคำถาม 3 ข้อ พอเทปเล่นบทสนทนาเสร็จแล้ว จะมีเสียงอ่านโจทย์แต่ละข้อ (แต่ไม่มีเสียงอ่านตัวเลือกนะ)  **เป็นพาร์ทที่คนส่วนใหญ่ตายสนิท เพราะฟังไม่ทัน อ่านโจทย์ไม่ทัน ไม่รู้จะฟังอะไรเป็นคำตอบ สุดท้ายเลยพลาดยาวๆ ไป 

ตัวอย่าง

[เสียงบทสนทนาจากเทป]

Woman: I sent you those books the other day. Did you get them?

Man: No. I’ve been waiting for them, but they haven’t arrived yet. When did you send them?

Woman: Three days ago. I think I should report them as lost.

Man: Relax. You sent them on Monday and today is only Wednesday. Let’s wait for another day.

       Then if they aren’t here by Friday, you can report them.

 

53. What did the women send the man?

A. Reports

B. Books

C. Photographs

D. Postcards

 

54. When did she send them?

A. One day ago

B. Two days ago

C. Three days ago

D. Four days ago

 

55. What does the woman want to do now?

A. Call the man

B. Wait another day

C. Resend the books to the man

D. Report the package as lost

 

เทคนิคการทำ Short Conversations

1. สำคัญเลยคือต้องสแกนโจทย์ และ choice คร่าวๆ ใน set ก่อนว่าถามถึงอะไรบ้าง เพราะจะทำให้เรามีจุดหมายในการฟังมากขึ้นว่าฟังเพื่อหาคำตอบแบบไหน เช่นถาม What, Where, When, Why รวมถึงพวก inference (สรุปความ จับสิ่งที่เค้าจะสื่อจากบทสนทนา) ด้วย คำถามที่เจอบ่อยๆ จะแบ่งเป็น 3 ประเภท

1. Topic/Main Idea (ถามหาประเด็น ใจความหลักที่บทสนทนาพูดถึง)

  • What are the speakers mainly discussing about?

2. Details (ถามหารายละเอียดจากบทสนทนา)

  • What does the man offer to do for the woman?
  • Why does the woman have to come back tomorrow?

3. Inference (ถามหาสรุป หรือสิ่งที่บทสนทนาพยายามจะสื่อ)

  • Where does the conversation take place?
  • What can be inferred about the woman?
  • What will probably happen next?

 

2. ส่วนมากบทสนทนามักจะไม่ใจร้าย คือคำตอบของ 3 ข้อ มักจะเรียงลำดับกันอยู่ในบทสนทนา (ยกเว้นพวกให้สรุปความ ที่ฟังจบถึงตอบได้ หรือบางครั้งฟังแล้วพอเดาได้ก็ตอบได้ก่อนเลยก็มี)

3. พาร์ทนี้แนะนำให้ฟังแล้วติ๊กคำตอบลงบนตัวข้อสอบก่อน (พอได้คำตอบครบ 3 ข้อแล้วค่อยมาฝนลงกระดาษคำตอบอีกที)
เหตุผลเพราะเราจะได้มีสมาธิอยู่กับกระดาษแค่ชุดเดียวก่อน คือตัวข้อสอบที่มีโจทย์และตัวเลือก ไม่ต้องสลับไปมาเพื่อฝน อีกอย่างคือการฝนแต่ละครั้งใช้เวลามากกว่าการติ๊กเครื่องหมาย แถมถ้าผิดยังลบยากกว่าด้วย เผลอๆ มัวแต่ฝน และลบ ทำให้พลาดคำตอบของข้อถัดไปเลยนะ

 

4. บางบทสนทนาก็จะถามรายละเอียดที่เขาพูดรวบในประโยคเลย เช่น

Woman: “Mark, are you free to join the 10 o’clock meeting on Wednesday?

Man: “Yes, but I’ll have to meet with the client in the morning. So, I’ll probably be around 15 minutes late.”

คำถามจะมีทั้ง “What time will the man join the meeting?”

A. 9.00

B. 9.15

C. 10.00

D. 10.15

และ “When is the meeting?”

A. On Monday

B. On Wednesday

C. On Friday

D. On Thursday

 

ถ้าเราฟังทันทั้งหมด สามารถตอบได้ 2 ข้อทันที จาก 3 ข้อ อย่างข้อแรกต้องคำนวณนิดนึงคือผู้หญิงบอกว่าสะดวกมาประชุม 10 โมงวันพุธไหม ผู้ชายบอกว่าได้ แต่จะไปสาย 15 นาทีนะ ดังนั้นข้อแรกต้องตอบ D. 10.15 (ถามว่าผู้ชายจะเข้าประชุมกี่โมง) ส่วนอีกข้อคำตอบอยู่ในคำถามของผู้หญิงแล้ว คือการประชุมจะมีขึ้นในวันพุธนั่นเอง

4. ถ้ามีเวลาเหลือก่อนเริ่มชุดใหม่ แนะนำให้ลองอ่านตัวเลือกคร่าวๆ เพราะมันจะทำให้เราพอเดาออกว่าเรื่องน่าจะเกี่ยวกับอะไร หรือเกิดขึ้นที่ไหน เช่นอ่านแล้วเจอตัวเลือกพวกชื่อสถานที่ (ดูว่ามีที่ไหนบ้าง) ข้อถัดไปตัวเลือกเป็นการบอกว่าจะเตรียมดอกไม้ให้ทัน  อีกข้อบอกตัวเลือกเกี่ยวกับขอใบเสร็จเป็นหลักฐาน ก็อาจจะพอเดาเนื้อเรื่องที่จะได้ยินถัดไปได้ว่าอาจจะเกิดที่ร้านดอกไม้ แล้วคนพูดเป็นลูกค้า กับเจ้าของร้าน ลูกค้าน่าจะเป็นพนักงาน เป็นต้น

**ถ้าทำได้ และทัน มันจะช่วยให้เราฟังเรื่องได้ง่ายขึ้นจริงๆ นะ ส่วนการตอบคำถามก็แต่วง keyword ไว้ว่าแต่ละข้อถามถึงใคร หรือถามอะไร (สถานที่, คนที่พูดเป็นใคร, ผู้หญืงจะทำอะไรต่อไป เป็นต้น)

5. พาร์ทนี้แนะนำให้ฟังแล้วติ๊กคำตอบลงบนตัวข้อสอบก่อน (พอได้คำตอบครบ 3 ข้อแล้วค่อยมาฝนลงกระดาษคำตอบอีกที)

เหตุผลเพราะเราจะได้มีสมาธิอยู่กับกระดาษแค่ชุดเดียวก่อน คือตัวข้อสอบที่มีโจทย์และตัวเลือก ไม่ต้องสลับไปมาเพื่อฝน อีกอย่างคือการฝนแต่ละครั้งใช้เวลามากกว่าการติ๊กเครื่องหมาย แถมถ้าผิดยังลบยากกว่าด้วย เผลอๆ มัวแต่ฝน และลบ ทำให้พลาดคำตอบของข้อถัดไปเลยนะ

6. ถ้าฟังจบแล้ว ข้อไหนยังไม่ได้คำตอบ ลองติ๊กเดาข้อที่คิดว่าเป็นไปได้มากที่สุดไว้ก่อน แล้วเอาเวลาไปอ่านโจทย์ 3 ข้อในชุดถัดไปดีกว่า อย่าไปเสียเวลานั่งคิด นั่งนึก เพราะจะทำให้ฟังไม่ทันด้วย ส่วนใครถ้าได้คำตอบครบแล้ว ไม่ต้องฟังจนจบ ข้ามไปอ่านโจทย์ชุดถัดไปรอไว้เลย

ระวัง: หลายคนมักเข้าใจว่าวิธีที่เวิร์คสำหรับพาร์ทนี้คือฟัง แล้วจดคำที่ได้ยินจากบทสนทนาไว้ ขอบอกเลยว่าไม่โอเค! (ลองมาแล้ว!) เพราะเขียนจะใช้เวลานาน ซึ่งเทปจะเล่นไปเรื่อยๆ เพราะงั้นในขณะที่เรากำลังจดอยู่ อาจจะพลาดคำตอบจากสิ่งที่เขากำลังพูดไปได้เลย (อย่างที่บอกว่าเทปไม่มีเล่นซ้ำ ไม่มีหยุด ดังนั้นบางทีเขียนๆ อยู่ พอจะฟังเพื่อหาคำตอบข้อถัดไป ปรากฎว่า….อ้าว….บทสนทนาจบไปแล้ว ทีนี้ใจเสียเลยข้อที่เหลือจะเอาอะไรมาตอบล่ะเนี่ย!)

 

Part 4. Short Talks (30 items)

จะเป็นเสียงประกาศต่างๆ เช่นประกาศในสนามบิน บนรถไฟ โฆษณาทางวิทยุ พยากรณ์อากาศ เป็นต้น โดยจะมีคนพูดแค่คนเดียว ไม่มีการโต้ตอบ และมาพร้อมคำถาม 3 ข้อต่อ 1 ประกาศเช่นกัน

ตัวอย่าง

[เสียงประกาศจากเทป]

“Good afternoon. Flight 692 to Paris is about to begin boarding at Gate 9. All passengers for Paris, please approach Gate 9 now. We will board passengers with small children first, and then we will begin boarding from the back of the plane, starting with Rows 30 to 35. Please remember, only one piece of carry-on luggage, excluding purses and coats, is allowed. Passengers are asked to check extra luggage with the gate attendant. Have a pleasant trip and thank you for flying with us.”

 

98. Where would this announcement be heard?

A. Bus station

B. Airport

C. Boat deck

D. Train station

 

99. Which gate should passengers go to?

A. 3

B. 5

C. 7

D. 9

 

100. Who will get on first?

A. Passengers for Paris

B. Passengers with luggage

C. Passengers with children

D. Passengers in row 30 to 35

 

เทคนิคการทำ Short Talks

1. มีเวลา อ่านโจทย์ก่อน ดูว่าแต่ละข้อถามถึงอะไร (วง keyword ไว้) แนะนำให้ติ๊กคำตอบลงบนตัวข้อสอบก่อนเช่นกัน มีเวลาค่อยไปฝนอีกที

2. ตอนฟังพยายามจับใจความให้ดีว่าประกาศนี้น่าจะเกิดขึ้นที่ไหน (ถามบ่อย) สถานการณ์คืออะไร เช่นบางทีเป็นประกาศบอกรถไฟล่าช้า แต่อาจจะฟังคล้ายประกาศบนเครื่องบินได้เหมือนกัน (ส่วนมากถ้าเป็นเครื่องบิน จะมีคำว่า flight, on board มาให้เราพอเดาได้)

3. ฟังพวกเวลา ตัวเลข สภาพอากาศ หรือพวกคำสั่ง คำแนะนำให้ดี เป็นรายละเอียดที่ชอบถาม เช่น

  • What is the weather like today?
  • When will the show begin in the afternoon?
  • What will happen in 10 minutes?
  • How much is the discount?
  • What should the passenger do before leaving the train?

4. คำถามประเภทสรุปความ เช่น What does the speaker imply? บางทีไม่มีคำตอบชัดเจน แต่สมมติเขาพูดว่าวันนี้อากาศดีนะ ไม่เหมือนเมื่อวาน แสดงว่าเราสรุปได้ว่าเมื่อวานอากาศไม่ดี เป็นต้น

 

Reading Comprehension

คำแนะนำโดยรวม: พาร์ทนี้มีเวลาให้ 75 นาที ดูเหมือนเยอะ แต่คนส่วนใหญ่ทำไม่ทัน! ดังนั้นต้องบริหารเวลาให้ดี ตอนฝึกซ้อมทำชุดข้อสอบ ให้ลองจับเวลาไปด้วย จะได้พอรู้ว่าในแต่ละพาร์ทเราใช้เวลาไปเท่าไร และถ้าเกินจะต้องปรับตรงไหนให้ทำทัน

Part 5. Incomplete Sentences (40 items)

ส่วนนี้จะเหมือนข้อสอบสมัยเราเรียนม.ปลาย มหาวิทยาลัยเลยค่ะ (หลายคนอาจลืมแล้ว เพราะนานมาก) คือจะมีประโยค ที่มีช่องว่างเว้นไว้ ให้เราเลือกคำตอบที่ถูกต้องมาใส่

ขีดเส้นใต้เอาไว้ ไม่จำเป็นต้องอ่าน และแปลโจทย์ทั้งหมด ส่วนใหญ่สามารถดูหน้า หรือหลังช่องว่างแล้วตอบได้เลย (ยกเว้นบางข้อที่วัดเรื่องความหมาย ต้องอ่านคร่าวๆ ทั้งประโยคเพื่อดูความหมาย) ดังนั้นเทคนิคที่ครูเบิร์ดสอนในการสังเกตประเภทคำ หรือพวกคำเชื่อมต่างๆ ใช้กับอะไรบ้าง อันนี้ช่วยได้มากจริงๆ ค่ะ เพราะแทบไม่ต้องอ่านโจทย์ ก็ตอบได้เลย

ตัวอย่าง

131. For reasons of _____, anyone entering the construction area must wear a hard hat.

(A) safety

(B) safe

(C) safely

(D) safer

 

เทคนิคการทำ Incomplete Sentences

1. พาร์ทนี้ ท่องไว้ว่า “อ่าน choice ก่อนเสมอ” (x3) เพราะอย่างที่บอกว่ามักจะวัดเรื่อง Grammar แต่เราจะรู้ได้ยังไงล่ะ ว่าเขาเอาเรื่องไหนมาวัด? คำใบ้จะมาจากการอ่าน choice นั่นเอง มันจะทำให้เราแยกโจทย์ได้ว่าข้อไหน กำลังถามถึงเรื่องอะไรอยู่ อย่างในตัวอย่างข้างบน จะเห็นว่าใน choice คำที่ให้มา ถ้าแปลเอามันก็ความหมายเดียวกัน คล้ายๆ กันหมดเลย ดังนั้นแสดงว่าโจทย์น่ะต้องการถามว่าในช่องว่าง ตามหลักแล้วมันควรจะเติมคำประเภทไหนลงไป (หรือที่เรียกว่า Part of Speech) เพราะงั้นถ้าเรารู้ว่า “ตามหลัง of มักจะเป็น Noun เสมอ” เราก็จะมองหาคำตอบข้อที่เป็น Noun และถ้ารู้เทคนิคอีกว่าคำที่ลงท้ายด้วย “-ry, -ty, -ment” มักจะเป็น Noun ข้อนี้ก็สบายเลยยย ตอบ (A) ได้ โดยไม่ต้องอ่านโจทย์ทั้งหมดด้วยซ้ำไป

**วิธีการแยกโจทย์ Grammar ที่มักออกข้อสอบ TOEIC บ่อยๆ ดูได้จากที่นี่เลย มีรวมไว้พร้อมเทคนิคเรียบร้อยแล้วววว จิ้มโลด!!!

2. ถ้าข้อไหนวัดเรื่องความหมายศัพท์ ให้ลองอ่านโจทย์แล้วแปลคร่าวๆ ให้พอรู้เรื่อง แล้วมาดูความหมายของตัวเลือกอีกที แนะนำวิธีการท่องศัพท์ว่า “เวลาท่อง อย่าท่องแต่ศัพท์ และคำแปล” เพราะจะลืมง่ายมาก ให้ลองเปลี่ยนเป็นท่องศัพท์ พร้อมจำประโยคตัวอย่างมาซัก 1 ประโยค เช่นอยากจำคำว่า “reasonable” ปกติอาจจะแค่ท่องว่า reasonable = มีเหตุผล ให้ลองเปลี่ยนใหม่โดยการเลือกจำประโยคตัวอย่าง เช่น “I’m open to any reasonable suggestion.” (ฉันยินดีรับฟังข้อเสนอแนะที่มีเหตุผลนะ) แบบนี้เป็นต้น จะทำให้เราผ่านตาการใช้งานคำศัพท์นั้นๆ พร้อมกับจำความหมายไปด้วย

 

3. ถ้าข้อไหนวัดเรื่องความหมาย ให้ลองอ่านโจทย์แล้วแปลคร่าวๆ ให้พอรู้เรื่อง แล้วมาดูความหมายของตัวเลือกอีกที (ถ้าไม่รู้ความหมายของตัวเลือก คงต้องเดาเอาแล้วค่ะ แต่ถ้าพอจำศัพท์จาก Vocab Beat, Vocab Clues ได้บ้าง จะช่วยตัดตัวเลือกได้เยอะเลย)

เรื่องที่ออกสอบ part นี้บ่อย

  • Part of Speech อันนี้ให้เลย เพราะเจอเยอะ บางทีตัวเลือก 4 ข้อเป็นคำเดียวกัน เพียงแต่เปลี่ยน Part of Speech (มีทั้ง V., N., Adv., Adj.) เพราะงั้นเค้าไม่ต้องการวัดความหมาย แค่อยากรู้ว่าเราจะเลือกประเภทคำถูกมั้ย
  • Prepositions, Conjunctions และคำเชื่อมต่างๆ อันนี้เจอเยอะอันดับ 2 เลย แนะนำให้ทวนไปเยอะๆ ได้ใช้แน่นอน
  • Tense มีประปรายค่ะ ไม่ยากมาก ส่วนใหญ่เป็นพวก Present Simple (verb เติม s/ไม่เติม s), Present Perfect, Future ซึ่งจะตอบได้ให้ลองมองหาคำใบ้บอกเวลา (อดีต/ปัจจุบัน/อนาคต) ในประโยค บางทีมีมาให้แล้ว เช่น before, since, tomorrow, last year etc.
  • Meaning of words มีประปรายเช่นกัน คือวัดกันที่ความหมายของคำเลย (มีทั้ง N, Adv., Adj., คำเชื่อม) เจอศัพท์ที่รู้ก็โชคดีไป แต่ถ้าเจอศัพท์ที่ไม่รู้นี่ ต้องงัดวิชา Context Clues เดาความหมายจากคำรอบๆ หรือต้องเดาเอาจากรากศัพท์ที่เราพอรู้ค่ะ
  • Gerund และ Infinitive เรื่องนี้มีออกบ้าง แต่ไม่เยอะ (ล่าสุดเจอประมาณ 2 ข้อ) ถ้าจำพวก verb ที่ใช้คู่กับ 2 อันนี้ได้ ก็จะตอบได้ง่ายขึ้นค่ะ

 

Part 6. Text Completion (12 items)

Part นี้จริงๆ คล้ายกับ Incomplete Sentences ค่ะ คือมีช่องว่าง ให้เลือกเติมคำลงไป เพียงแต่ว่าคราวนี้โจทย์ไม่ใช่แค่ประโยคแล้ว จะเป็นรูปแบบของประกาศบ้าง อีเมลบ้าง คือจะมาแบบข้อความเยอะๆ ให้เรางงเล่น

ตัวอย่าง

Staff Party

It’s time we start planning for the ______ Employee Appreciation Party. We know you all look forward to it

147. (A) annual

(B) biannual

(C) daily

(D) monthly

every spring. As you know, the winner of the Employee of the Year Award is chosen by the staff. Please get your nominations to us before the end of this month. The winner will be announced on the night of the party. We have received your comments and complaints and have searching for a new _____ for this year’s

148. (A) program

(B) strategy

(C) location

(D) entertainment

party. We are planning to hold it at the Grand Crown Palace Hotel. The rooms there are large, and the hotel is conveniently accessible by public transportation.

We have also paid attention to your comments regarding the food and will work with the hotel chef to improve a menu that provides a variety of choices. Please let us know if you have any further _____ regarding this year’s party.

149. (A) suggests

(B) suggest

(C) suggestion

(D) suggesting

 

The Human Resources Department. (Room 305)

เทคนิคทำ Text Completion

1. วิธีการคล้ายกันกับ Incomplete Sentences ค่ะ ไม่ต้องไปอ่านทั้งหมด
ให้ไปดูที่ช่องว่าง และตัวเลือกของข้อนั้นๆ ก่อนว่าเค้าถามเรื่องอะไร แล้วดูแค่หน้า-หลังช่องว่างก่อน ส่วนใหญ่แค่นี้จะสามารถตอบได้เลยค่ะ เพราะวัดเรื่องคล้ายๆ กับ Part ที่แล้ว (พวก Part of Speech, Tense, คำเชื่อม, Pronoun, ความหมายคำ)

2. ถ้าบางข้อดูตัวเลือกแล้วไม่แน่ใจลังเล ให้ลองอ่านย้อนหน้า-หลังช่องว่างไปอีกนิด มักจะมีคำใบ้ซ่อนอยู่ค่ะ เช่นข้อ 148. จากตัวอย่าง

…..have been searching for a new________ for this year’s party. We are planning to hold it at the Grand Crown Palace Hotel.

(A) program

(B) strategy

(C) location

(D) entertainment

ข้อนี้วัดกันที่ความหมาย ถ้าดูแค่หน้า-หลัง เราอาจจะยังตอบไม่ได้ (รู้แค่กำลังมองหาอะไรซักอย่าง เพื่องานปาร์ตี้) แต่ถ้าอ่านต่อไปอีกนิด จะเจอว่า “ฉันวางแผนจะจัดงานที่โรงแรม Grand Crown Palace” เป็นชื่อสถานที่ แสดงว่าในช่องว่างเขากำลังพูดถึงสถานที่ คำตอบเลยเป็นข้อ C. location ค่ะ (กำลังมองหาสถานที่ใหม่เพื่อจัดงานปาร์ตี้นั่นเอง)

 

Part 7. Reading Comprehension (48 items)

ส่วนนี้ใช้เวลาเยอะ และด้วยสมองที่ล้ามาจากร้อยกว่าข้อที่ทำมา ทำเอาหลายคนตาลาย ทำไม่ทันกันเลยทีเดียว

ข้อสอบจะมีทั้งส่วนที่เป็น Single Passage (บทความเดี่ยว) และ Double Passage (บทความคู่) ความท้าทายมันอยู่ที่อันหลังค่ะ (น้องแตงโมบอกว่าทำเอาเหนื่อยมากจริงๆ แต่ก็สู้ทำจนเสร็จค่ะ จะได้ไม่เสียดายค่าสอบ 55)

Single Passage: จะเป็นประกาศ ใบปลิว บทความสั้นๆ ให้อ่านแล้วหาคำตอบ (มีประมาณ 28 ข้อ โดยจำนวนบทความอาจจะต่างกันในแต่ละชุดข้อสอบ)

ตัวอย่าง

Office Space Available

72 Brooke StreetOffice Space Availabl

This suite of offices is conveniently located close to downtown and most of the bus lines. The 3,000-square-foot floor plan has lots of potential, with space for ten offices, two conference rooms, and a large reception area. Large windows make it pleasant and sunny. Ample tenant and customer parking is in the rear of the building. Contract includes minor renovations to be made at the owner’s expense prior to move-in; new tenant chooses paint and carpet colors. Call now for an appointment to see this incredible space. Jessica Brown Rental Agency, 785-4302

 

160. What is true of the space for rent?

(A) It will be painted.

(B) It is dark.

(C) It has a new carpet.

(D) It doesn’t include parking.

 

161. Who should potential tenants call to see the space?

(A) The current tenant

(B) The contractor

(C) The owner

(D) The rental agent

 

Double Passage: จะมีบทความ 2 อันมาให้อ่าน และหาคำตอบคู่กัน เช่นให้ใบปลิวโฆษณามา ด้านล่างเป็นอีเมลที่ลูกค้าเขียนสั่งสินค้าจากโฆษณา เวลาหาคำตอบก็ต้องดูควบคู่กันทั้งสองอย่างค่ะ (มีคำถามประมาณ 20 ข้อ)

ตัวอย่าง

WORKSHOP SCHEDULE-DRAFT

Time   Location    Presentation    Presenter
9.30 Room B Changing World Markets L. Chang
11.00 Room C Cross-Cultural Considerations in Marketing J.H. Lee
12.15 Room C Lunch
1.30 Room D Analyzing Demographics I.A. Kim
3.00 Room A Internet Marketing D. Wang
4.00 Room A Open Discussion ALL

 

__________________________________________________________________________________

To: F. Bao

From: J.S. Park

Subject: Workshop logistics

Date: Monday, March 10

attch: Workshop schedule

Ms. Bao,

I have attached a draft of the schedule for the upcoming workshop. I wish we had scheduled it for a week from today instead of for the day after tomorrow. There is still so much to do the get ready; however, we can’t change the date now. I really appreciate your support in getting things ready.

Here are some things I need you to take care of. Tea and snacks should be served immediately after Mr. Chang’s presentation. He plans to talk for just an hour, so there will be time for this before the next presentation begins. Also, the room that we have scheduled for lunch is one of the smallest rooms, and serving a meal there would be difficult. In addition, we have a workshop scheduled in the same place right before lunch, so there would be no time to set up. See if you can exchange places with the Demographics workshop. The room we have scheduled for that seems more convenient and comfortable for eating.

Please make sure there are enough chairs in each room for everyone. So far, 45 people have registered for the workshop, but a few more registrations could come in today or tomorrow. You should have 15 extra chairs in each room just to be safe. There is one last schedule change. Mr. Wang will have to leave right after lunch, so please give him Ms. Lee’s time slot. and she can take Mr. Wang’s afternoon time slot. Send me the revised schedule this afternoon. Thank you.

Jae Sun Park

 

181. When will the workshop take place?

(A) March 10

(B) March 11

(C) March 12

(D) March 17

 

182. Where does Mr. Park want the lunch served?

(A) Room A

(B) Room B

(C) Room C

(D) Room D

 

183. Who will present at 3.00?

(A) I.A. Kim

(B) L. Chang

(C) D. Wang

(D) J.H. Lee

 

184. What time will tea and snacks be served?

(A) 9.30

(B) 10.30

(C) 11.00

(D) 12.15

 

185. How many chairs should there be in each room?

(A) 15

(B) 30

(C) 45

(D) 60

เทคนิคการทำ Single/Double Passage

ขอพูดรวมสำหรับทั้ง 2 แบบเลย เพราะมีคล้ายกัน ใช้เทคนิคเดียวกันได้

1. เรียงลำดับโจทย์ (ทำก่อน-หลัง)

ทำไมต้องเรียงล่ะ? เพราะถ้าเราไปเริ่มทำจากข้อที่ยาก และต้องใช้เวลาในการหาข้อมูลเยอะก่อน จะทำให้เสียเวลามาก สุดท้ายกลายเป็นทำไม่ทัน! ดังนั้นถ้าเรียงโจทย์ได้ แล้วทำตามลำดับ จะช่วยทำเวลาในการสอบได้เยอะเลย แถมสมองจะไม่ล้าด้วย

  • โจทย์ถามคำศัพท์ (ทำลำดับที่ 1) ส่วนมากโจทย์จะให้ศัพท์มา และถามว่าคำไหนในตัวเลือกที่ความหมายใกล้เคียงกัน ซึ่งบางทีดูตัวเลือกตอบได้เลยก็มีถ้ารู้ศัพท์ หรือถ้าต้องกลับไปเช็คจากบทความ ก็แค่ไปหาที่จุดนั้น (เค้าจะบอก line  บอก paragraph มาให้อยู่แล้ว)
  • โจทย์ที่มีเลข, choice สั้น (ทำลำดับที่ 2) พวกนี้อาจจะไม่ได้ตอบได้ทันที แต่อย่างน้อยเราก็รู้ว่าจะต้องไปมองหา “อะไร” ในบทความ และจะมองหาได้ง่ายกว่าเพราะตัวเลขจะสะดุดตาเรามากกว่าตัวหนังสือ หรือถ้าเป็นโจทย์ที่ choice สั้นๆ เราก็มองหาแค่เป็นคำๆ ไป ใช้เวลาไม่เยอะมาก
  • โจทย์ choice ยาว, Why (ทำลำดับที่ 3) โจทย์แบบนี้ต้องใช้เวลานานหน่อยในการหาคำตอบ เพราะถ้า choice ยาว การจับ keyword เพื่อให้หาคำตอบก็จะยากขึ้น และถ้าข้อไหนที่ถาม Why (ทำไม เพราะอะไร) พวกนี้บางทีเราต้องสรุปคำตอบเองจากบทความด้วยซ้ำ เพราะงั้นถ้าดันนนนไปทำเป็นข้อแรกๆ จะเสียเวลาอ่านนาน
  • NOT (ทำลำดับสุดท้าย) คำถามแบบนี้ “อย่าทำก่อน” เพราะโจทย์แบบนี้ถามหาข้อผิด ซึ่งหมายความว่าจะมีข้อถูกถึง 3 ข้อ จะเสียเวลาในการต้องเช็คว่า 3 ข้อไหนที่ถูกตามเนื้อเรื่อง ถามว่าถ้าทำโจทย์ประเภทนี้ก่อนจะเกิดอะไรขึ้น? >>> เราจะไม่รู้เลยว่าควรอ่านตรงไหน คำตอบจะอยู่แถวไหน เสียเวลาอ่านนานมาก ทำให้ทำพาร์ทนี้ไม่ทัน แต่! ถ้าเราเก็บไว้ทำสุดท้าย เราจะพอผ่านตาเนื้อเรื่อง และพอเข้าใจแล้วว่าบทความพูดถึงอะไร ประเด็นไหนอยู่ตรงไหนบ้าง ทำให้หาคำตอบได้เร็วขึ้น

2. เช็คคำตอบให้ดี เพราะบางข้อ คำตอบสุดท้ายอาจไม่ใช่สิ่งแรกที่เราจะอ่านเจอ โดยเฉพาะใน Double Passage เช่นบทความแรกเป็นอีเมลจากลูกน้องแจ้งหัวหน้าว่านัดประชุมวันศุกร์นะ อีกบทความเป็นอีเมลจากหัวหน้าบอกศุกร์ไม่ว่างนะ เปลี่ยนเป็นวันจันทร์แทน ซึ่งถ้าเราอ่านแต่ท่อนแรก ก็อาจจะเผลอไปตอบวันศุกร์ได้ เพราะงั้นเช็คให้ดี

3. รายละเอียดบางประเภท จะไม่บอกชัดเจนในบทความ แต่ต้องคิดเองต่ออีกหน่อย เช่น

  • วัน, วันที่ สมมติถามว่างานสัมมนามีเมื่อไร และตัวเลือกเป็นวันที่เลย ส่วนในอีเมลมีแต่บอกว่าเจอกันอีก 2 สัปดาห์นะ แบบนี้เขามักจะให้หัวอีเมลมาด้วย ว่าวันที่เขียนเมลน่ะเมื่อไร แล้วก็บวกไปอีก 14 วัน (2 สัปดาห์) ถึงจะเป็นคำตอบค่ะ
  • ราคา พวกนี้ชอบถามสรุปราคาที่ต้องจ่ายเท่าไร บางทีเป็นโฆษณาเสนอ package จัดงานเลี้ยง มีหลายแบบให้เลือก อีกบทความเป็นอีเมลลูกค้าบอกความต้องการเช่นมีแขกกี่คน ต้องการอะไรบ้าง เราก็ต้องไปดูว่าความต้องการของลูกค้าเข้าข่าย package ไหน (ยิ่งถ้ามีส่วนลดอีกต้องคำนวณให้ดีค่ะ ว่าถ้าเข้าข่ายได้ส่วนลดด้วย ราคา final จะเป็นเท่าไร)

แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะเขาจะให้มาคิดเลขเป็นเรื่องเป็นราวนะคะ (ข้อสอบมันวัดระดับภาษาอังกฤษ เขาไม่ใจร้ายเอาเลขยากๆ มาให้เราหรอก) ตัวเลขมักจะบวก ลบง่ายๆ หลัก 5 หลัก 10 คนไม่เก่งคำนวณสบายใจได้ค่ะ ทำได้แน่นอน

สิ่งที่อยากฝากทิ้งท้าย: “รู้แค่เทคนิคไม่ช่วยอะไร ถ้าไม่ขยันทำโจทย์” การฝึกทำโจทย์บ่อยๆ จะทำให้เราชินกับรูปแบบ และ pattern การทำข้อสอบ เมื่อไปลงสนามจริงก็จะไม่ลนลาน และบริหารเวลาได้ดี มีสติในการทำข้อสอบมากขึ้น ดังนั้นอย่าลืมแบ่งเวลาฝึกทำโจทย์ด้วย และอย่ามัวแต่รอให้พร้อมก่อนค่อยคิดไปสอบ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเราจะพร้อมเมื่อไร แล้วจะกลายเป็นผลัดไปเรื่อยๆ ไม่ได้คะแนน TOEIC มาครอบครองซักที ทางที่ดีแนะนำให้จองเวลาสอบ หรือตั้งเป้าไว้เลยจะสอบเมื่อไร จะได้มีเป้าหมายในใจว่า “ฉันต้องฝึก และเตรียมตัวให้พร้อมก่อนไปสอบวันที่ xx”

ขอให้ทุกคนโชคดี ได้คะแนน TOEIC สวยๆ มาครอบครองนะคะ

———————————————————————————————————–

การสมัครสอบ TOEIC

  • เปิดให้สอบวันจันทร์ถึงวันเสาร์ ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันละ 2 รอบ เช้า 09.00 น. – 12.00 น. และช่วงบ่าย 13.00 น. – 16.00 น.
  • ค่าสมัครสอบ TOEIC 1,500 บาท
  • ขั้นตอนสำรองที่นั่งสอบ TOEIC
  • สำรองที่นั่งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ทางสองช่องทาง คือ
    • โทร 02-260-7061 หรือ 02-259-3990 สำหรับสาขากรุงเทพฯ
    • โทร 053-248-208 หรือ 053-306-600 สำหรับสาขา เชียงใหม่
    • อีเมล์ toeic@cpathailand.co.th หรือ toeic@cpathailand.co.th
  • แจ้งข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ดังนี้
    • ชื่อและนามสกุล (ภาษาอังกฤษเท่านั้น)
    • หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน
    • วันที่และเวลาที่ต้องการสำรองที่นั่งสอบ
    • เบอร์ติดต่อ
  • สิ่งที่ต้องเตรียมในวันสอบ
    • บัตรประจำตัวประชาชนที่ไม่หมดอายุ
    • นำเงินไปชำระค่าสอบ 1,500 บาท

สถานที่สอบ

  • ศูนย์สอบกรุงเทพฯ อาคาร BB Tower ชั้นที่ 19 ห้อง 1907 ถนนอโศกมนตรี ซอยสุขุมวิท 21 กรุงเทพ 10110  โทร 02-26067061 , 02-259-3990
  • ศูนย์สอบเชียงใหม่ อาคารนวรัตน์ ชั้นที่ 3 ถนนแก้วรัตน์  ซอย 3 เชียงใหม่ โทร 053-248-208

Leave a Reply